Wednesday, January 3, 2007










ความเป็นมาโมเด็ม (Modem)









โมเด็ม เป็นอุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับโลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย โมเด็มเป็นเสมือนโทรศัพท์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆได้ทั่วโลกโดยจะสามารถทำงานของคุณให้สำเร็จได้ก็ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณเข้าคู่สายของโทรศัพท์ธรรมดาคู่หนึ่งซึ่งโมเด็มจะทำการแปลงสัญญาณดิจิตอล (digital signals) จากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอนาลอก (analog signals) เพื่อให้สามารถส่งไปบนคู่สายโทรศัพท์โมเด็ม (Modem) ย่อมาจากคำสองคำ คำว่า MO ย่อมาจาก MOdulation เป็นการแปลงสัญญาณดิจิตอล จากเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้นทางให้กลายเป็นสัญญาณอนาลอกแล้วส่งไปตามสายโทรศัพท์ซึ่งเป็นคู่สายทองแดงตีเกลียวหรือสาย Twisted pair ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว โมเด็มในย่านความถี่เสียง (Voice-band modem) หรือ โมเด็มแอนาลอก (analogue modem) นั้น อาศัยการแปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแอนนาลอก ซึ่งมี แบนด์วิทอยู่ในย่าน 300-3500 Hz ซึ่งอยู่ในย่านความถี่เสียง และจะเรียกขั้นตอนนี้ว่าเป็นขั้นตอนการมอดูเลชั่น (modulation)





ส่วน DEM ย่อมาจาก DE Modulation เป็นการเปลี่ยนจากสัญญาณอนาลอก ที่ได้จากสายโทรศัพท์ให้กลับไปเป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อส่งต่อไปยัง เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง สัญญาณจากคอมพิวเตอร์เป็นสัญญาณ Digital มีแค่ 0 กับ 1 เท่านั้น เมื่อเปลี่ยนมาเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ในรูปที่คล้ายกับสัญญาณไฟฟ้า ของโทรศัพท์ จึงส่งไปทางสายโทรศัพท์ได้ สำหรับความไวของ โมเด็มที่ความไว 28.8 Kb. และ 33.6 Kb. นี่ไม่ค่อยมีปัญหาในการใช้เพราะมีมาตรฐาน เดียวกัน แต่โมเด็ม ความไวขนาด 28.8 Kb. ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครใช้แล้ว สำหรับความไวที่ 33.6 Kb. นั้นยังผลิต และจำหน่ายเนื่อง จากยังมีผู้ใช้กันอยู่








สำหรับความไวของโมเด็ม 56 Kb. ตอนแรกมีมาตรฐานออกมา 2 อย่างคือ X2 และ K56Flex ออกมาเพื่อแย่งชิงมาตรฐานกัน ทำให้สับสน ในการใช้งาน ต่อมามาตรฐานสากล ได้กำหนดออกมาเป็น V.90 เป็นการยุติความไม่แน่นอน ของการใช้งาน โมเด็มบางตัวสามารถ อัพเดทเป็น V.90 ได้ แต่บางตัวก็ไม่สามารถทำได้ ตอนซื้อควรกำหนด ให้เป็นมาตรฐาน V.90 เลย จะได้ไม่มีปัญหา สำหรับโมเด็มปัจจุบันนี้ยังมีความสามารถในการรับส่ง Fax ด้วย ความไวในการส่ง Fax จะอยู่ที่ 14.4 Kb. เท่านั้น และในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยี ADSL นั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่นับได้ว่าเป็นการเขยิบขั้นความเร็วในการ “ท่องเว็บ” ของ บรรดาผู้ใช้งานตามบ้านที่อาศัยการท่องโลกกว้างผ่านคู่สายทองแดงตีเกลียว อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนจากโมเด็ม 56k ตัวเก่า


ประวัติความเป็นของโมเด็ม
การสื่อสารข้อมูลเริ่มต้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งมีการประดิษฐ์และการใช้เครื่องโทรเลขธรรมดาแล้วและ เอดิสันได้ประดิษฐ์เครื่องโทรเลขซึ่งมีประสิทธิภาพที่สมารถพิมพ์ข้อมูลที่ได้รับการออกแบบเป็นจุดและขีดได้ทันที และSamuel Morse และ Emili Baudot ได้พัฒนาเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ๆต่อมาได้รับการพัฒนาเป็นเครื่องโทรเลข (TTY) Edward Kleinschmidt ได้ประดิษฐ์เครื่องโทรพิมพ์เครื่องแรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 ซึ่งประกอบด้วยเครื่องพิมพ์และแป้นพิมพ์ เมื่อผู้ปฎิบัติงานกดปุ่มบนแป้นพิมพ์ตัวอักษรที่กดนั้นจะไปปรากฏบนกระดาษที่เครื่องปลายทาง การส่งข้อมูลโดยเครื่องโทรพิมพ์จะทำผ่านสายโทรศัพท์พิเศษที่เช่าไว้แล้ว(leased line)โดยเครื่องโทรพิมพ์นี้ไม่มีอุปกรณ์พิเศษใด ระบบเครือข่ายเครื่องโทรพิมพ์นี้เรียกว่า เทเลเท็กซ์ (Telex) มาจากคำว่า Teletype writer Exchange ใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่
โมเด็มรุ่นแรกๆที่ใช้รับส่งข้อมูล จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นความถี่เสียง แล้วส่งไปตามสายเท่านั้น ไม่มีการหมุนโทรศัพท์อัตโนมัติอย่างโมเด็มปัจจุบัน โมเด็มแบบไม่มีการต่อเข้ากับสายโทรศัพท์โดยตรงนี้เรียกว่าโมเด็มแบบ Acoustic Coupler มีรูปร่างรองรับกับหูฟังของโทรศัพท์แบบมาตรฐาน เมื่อคอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลไปยังผู้รับ Acoustic Coupler จะเปลี่ยนข้อมูลเป็นเสียง แล้วส่งออกทางลำโพง หูฟังของเครื่องโทรศัพท์จะรับเสียงนี้ส่งไปปลายทางอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเครื่องโทรศัพท์ส่งสัญญาณเสียงให้ Acoustic Coupler เครื่องจะรับเสียงผ่านไมโครโฟน และเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอลให้คอมพิวเตอร์ต่อไป ข้อดีของ Acoustic Coupler คือ ไม่ต่อกับสายโทรศัพท์โดยตรงก็ได้ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ทุกที่ เช่น โทรศัพท์สาธารณะ โทรศัพท์ในห้องพักของโรงแรม เป็นต้น ซึ่งที่ต่างๆเหล่านี้บางครั้งไม่สามารถใช้สายโทรศัพท์เข้ากับโมเด็มโดยตรงได้






Acoustic Coupler

ส่วนข้อเสียคือความสามารถรับส่งข้อมูลได้ช้า เนื่องจากความเร็วมาตรฐานของ Acoustic Coupler คือ 300 บิตต่อวินาทีเท่านั้น และจากการทำงานซึ่งฟังเสียงโทรศัพท์ทำให้มีเสียงรบกวนจากภายนอกได้ง่ายจึงไม่เหมาะที่จะใช้งานในสถานที่ที่มีเสียงดัง การใช้งานจะต้องใช้กับโทรศัพท์ที่มีขนาดตามมาตรฐานที่กำหนดไว้เท่านั้น
คริสต์ศวรรษที่ 1958 บริษัท AT&T ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ชื่อ Dataphone Set ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อโมเด็มนั่นเอง และจัดบริการชื่อว่า Dataphone บริการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ผ่านตามสายโทรศัพท์ทั่วไป เครื่องโฮสคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องพิมพ์แบบกลไก ความเร็วของ DataPhone set คือ 300 BPS จึงมีความสามารถเพียงพอที่จะใช้งานได้
โมเด็มรุ่นแรกคือ Bell Dataphone 103 มีความเร็วในการรับส่งข้อมูล 300 BPS เป็นโมเด็มมาตรฐานซึ่งโมเด็มทุกเครื่องในปัจจุบันสามารถทำงานในฟังก์ชันการทำงานของโมเด็มรุ่นนี้ได้ทั้งหมด และโมเด็มขนาดเล็กตัวแรกของโลกคือ โมเด็มของ Dale Heatherington ของบริษัท Hayes Microcomputer Product ประมาณทศวรรษที่ 70
โมเด็มยุคแรกจะมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุด หรือแบนด์วิธ (Bandwidth) เพียง 300 bps (บิตต่อวินาที) ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในสมัยนั้น ขณะที่ช่องสัญญาณเสียงบนสายโทรศัพท์มีแบนด์วิธอยู่ที่ 3,000Hz หรือประมาณ 30,000 bps หรือ 30kbps (กิโลบิตต่อวินาที) เมื่อเทียบกันแล้วจะเห็นว่าแบนด์วิธของช่องสัญญาณเสียงบนสายโทรศัพท์ใหญ่กว่าแบนด์วิธของโมเด็มถึง100เท่านั่นไม่มีปัญหาแต่น่าสังเกต

ปี 1984 โมเด็มเริ่มมีวิวัฒนาการ แบนด์วิธถูกปรับให้กว้างขึ้น จาก 300bps เป็น 1,200 bps, 2,400 bps, 9,600 bps, 19.200 kbps, 28.8 kbps และ 33.6 kbps ตามลำดับ และที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบันคือ 56 kbps ขณะที่แบนด์วิธช่องสัญญาณเสียงบนสายโทรศัพท์ยังคงเท่าเดิมที่ 30 kbps จะสังเกตได้ว่า แบนด์วิธของโมเด็ม 56k ใหญ่กว่าแบนด์วิธของช่องสัญญาณเสียงบนสายโทรศัพท์เกือบ 2 เท่า แต่ที่ยังเป็นไปได้ก็เพราะใช้เทคนิคเข้าช่วย เทคนิคนี้มีชื่อว่า Quadrature Amplitude Modulation (QAM) และ 56 kbps ก็เป็นแบนด์วิธที่สูงที่สุดแล้วสำหรับการส่งผ่านข้อมูลผ่านช่องสัญญาณเสียงบนสายโทรศัพท์โดยใช้เทคนิคนี้
ปัจจุบันโมเด็มจะรับส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ โดยต่อสายโทรศัพท์เข้าตัวโมเด็มตรงๆไม่ต้องส่งเสียงผ่าน Acoustic Coupler อย่างแต่ก่อน สายโทรศัพท์จะต่อเข้าโมเด็มโดยใช้ปลั๊กโทรศัพท์ การต่อสายโทรศัพท์เข้ากับโมเด็มโดยตรงจะช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีขึ้น และทำให้ส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบที่ใช้ Acoustic Coupler ข้อเสียคือถ้าโทรศัพท์ที่ใช้ไม่มีปลั๊กเสียบแบบ RJ-11 ต่อเข้าสายโทรศัพท์ โมเด็มก็จะใช้สายโทรศัพท์นั้นรับส่งข้อมูลไม่ได้ ทำให้ยุ่งยากเมื่อส่งข้อมูลจากนอกสถานที่เช่น จากที่พักในโรงแรม


ประเภทของโมเด็ม
ประเภทของโมเด็ม จำแนกตามอินเตอร์เฟตหรือการติดต่อในการทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้ 2 ชนิดหลักๆ คือ






Modem แบบที่เป็นการ์ดเสียบเข้ากับสล็อตในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั้นเอง จุดเด่นของโมเด็มแบบติดตั้งภายในก็คือ ราคาถูก กว่าไม่ เปลืองพื้นที่ใช้สอยเพราะโมเด็มถูก ติดตั้งไว้ในตัวเครื่อง แล้ว กินไฟน้อยด้วย และส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบติดตั้งภายนอกสำหรับโมเด็มแบบนี้รุ่นใหม่ๆ จะติดตั้งง่ายมากด้วยระบบ plug & play ส่วนข้อด้อยก็คือ เมื่อทำงานไปนานๆ จะเกิดความร้อนสะสมภายในเครื่อง แถมยังกินไฟจากเพาเวอร์ซัพพลาย ด้วย และยังมีปัญหา การมี IRQ ขัดแย้งกับอุปกรณ์หลายตัวภายในเครื่องอีกด้วย การเลือกชื้อModemแบบติดตั้งภายในยังมีส่วนที่คำนึงถึงอีกอย่างก็คือ แบบของสล็อตที่ว่างอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา คุณต้องเปิดดูแล้วล่ะครับว่า สล็อตที่วางอยู่บนเมนบอร์ดเป็นสล็อตแบบไหน ซึ่งสล็อตที่ว่านี้จะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบ PCI กับแบบ ISA เพราะคุณต้องซื้อให้ถูกไม่งั้นก็เสียบไม่ได้ แต่ถ้าบังเอิญว่าบนเมนบอร์ดของคุณมีสล็อตเหลืออยู่ทั้งแบบ PCI และ ISA ก็ให้เลือกใช้แบบ PCI นะครับ เพราะ แบบ PCI ราคาถูกกว่าและ ทำงานได้เร็วกว่าด้วยครับ Modem แบบติดตั้งภายในจะติดตั้งได้เฉพาะเครื่องคอมแบบ PC เท่านั้นไม่สามารถใช้งานกับ NoteBook ได้





External Modem


Modemแบบติดตั้งภายนอก(ExternalModem) โดยจะต่อกับ Serial Port อาจจะเป็นที่ USB, Com1 หรือ Com2 และจะมี Case และ Power Supply ต่างหาก โดยจะทำการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านทาง Communication Port หรือ Port RS232 ข้อดีของ Modem แบบนี้ก็คือ บนตัว Modem เองจะมีไฟบอกสถานะการทำงาน เพื่อบอกให้ผู้ใช้ทราบว่า ตัว Modem ยัง Connect อยู่อย่างปกติหรือไม่ และนอกจากนี้ การที่ตัว Modem มี Power Supply แยกต่างหากก็ทำให้ไม่ต้องไปใช้ Power ร่วมกับ CPU หรืออุปกรณ์อื่น และข้อดีอีกอย่าง Modem แบบ Extennal สะดวกมากในการย้ายไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เพราะเพียงถอดสายที่ต่ออยู่กับ Com Port ก็สามารถยก Modem ไปใช้ได้เลย เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมจะมีข้อเสีย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ต้องมีพื้นที่พอที่จะวางตัว Modem ที่ต้องติดตั้งอยู่ภายนอกกล่อง CPU และข้อเสียอีกอย่างก็คือ ราคาค่อนข้างจะสูงเมื่อเทียบกับ Modem แบบ Internal ที่ความเร็วเท่ากัน



โมเด็มประเภทอื่นๆ
ModemแบบPCMCIA หรือ PC Card เป็นโมเด็มที่มีขนาดเล็ก ที่สุด มีขนาดเท่าบัตรเครดิต ได้รับการออกแบบเพื่อใช้ กับคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ้ค ส่วนประกอบของโมเด็ม ชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายกับโมเด็มชนิดติดตั้งภายใน ราคาค่าตัวค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับแบบอื่น





ModemแบบADSL ADSL เป็นโมเด็มที่ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่เป็นระบบ ADSL เท่านั้น เนื่องจาก ระบบนี้เป็นระบบที่ทำให้ ความเร็วของ อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมากจึงทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบางรายเปิดให้บริการ ADSL ด้วย โมเด็มชนิดนี้เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้วไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ เสียค่าอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่แพงจากค่าอินเทอร์เน็ตจากปกติ โมเด็มชนิดนี้ ผู้ที่จะซื้อมาใช้ หมายเลขโทรศัพท์ที่จะเชื่อมต่อต้องเป็นของ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเท่านั้น



การผสมสัญญาณแบบFSK,PSK มาตรฐานการผสมสัญญาณที่ใช้มากในปัจจุบันคือ Frequency Shift Keying(FSK), Phase Shift Keying(PSK) และ Quadrature Amplitude Modulation(QAM) Frequency Shift Keying โมเด็มความเร็วต่ำ โดยแทนสัญญาณด้วย 0 และ 1 ด้วยความถี่ต่างกัน ฝ่ายส่งจะใช้ความถี่สองความถี่ แทน 0 และ 1 ส่วนฝ่ายรับใช้ความถี่อีกสองความถี่แทน 0 และ 1 ทั้งสองฝ่ายจึงใช้ความถี่รวมสี่ความถี่ การผสมสัญญาณแบบ FSK มักใช้กับโมเด็มมีความเร็วประมาณ 300 ถึง 600 บิตต่อวินาที และใช้กับโมเด็มแบบ Acoustic Coupler ความเร็วสูงสุดของโมเด็มที่ใช้เทคนิคในการผสมสัญญาณจะอยู่ที่ 1,200 บิตต่อวินาที ปกติโมเด็มสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้การผสมสัญญาณแบบ FSK จะรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 300 บิตต่อวินาที การผสมสัญญาณแบบ FSK นี้จะได้อัตราการส่งข้อมูล(BitRate)จะเท่ากับBaudRateเสมอการผสมสัญญาณแบบ Phase Shift Keying (PSK) นั้นใช้หลักการแทนข้อมูล 0 และ 1 เป็นการแปลงสัญญาณของสายส่ง(Phase) เช่น อาจกำหนด 0 แทนด้วยองศาหรือมุมของคลื่นให้มีความต่อเนื่องกันไป ส่วน 1 แทนที่มุมจากเดิม 180 องศา Quadrature Amplitude Modulation (QAM) คือการผสมสัญญาณการแปลง Phase และขนาดของสัญญาณพร้อมกัน เทคนิคของโมเด็มความเร็วสูง ซึ่งถ้าใช้ Phase อย่างเดียว มุมที่เปลี่ยนจะมีค่าน้อยไม่เพียงพอทำให้มีความผิดพลาดได้ถ้าใช้การเปลี่ย Phase และขนาดของสัญญาณประกอบด้วยจะทำให้วงจรด้านรับแยกความแตกต่างระหว่างสัญญาณของข้อมูลได้ชัดเจน
สมัยแรก ๆ โมเด็มที่มีใช้งาน จะมีความเร็วแค่เพียง 1,200 bps เท่านั้น และได้มีการพัฒนาความเร็วให้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ความเร็วของโมเด็มจะอยู่ที่ 56Kbps มาตราฐานของโมเด็มแต่ละรุ่นตามตารางต่อไปนี้


Baud Rate คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของลูกคลื่นสัญญาณ โดยมากจะมีค่าเป็น 2,400Bit Rate คืออัตราการส่งข้อมูล ที่สามารถรับส่งได้จริง ในส่วนของโมเด็มที่มีความเร็วสูงกว่า 33.6Kbps หรือที่เห็นเป็น 56Kbps นั้น ความจริงแล้วจะมีอัตราการรับข้อมูลได้สูงสุด ไม่เกิน 53Kbps และสามารถส่งข้อมูลได้สูงสุดเพียงแค่ประมาณ 33.6Kbps เท่านั้น ลองนึกภาพการเอาโมเด็มแบบ 56Kbps 2 ตัวมาต่อกันโดยตรง จะเห็นว่าถ้าหากอัตราการส่งข้อมูล จะได้ไม่เกิน 33.6Kbps หมายความว่า เราจะสามารถต่อโมเด็ม 2 ตัวด้วยกันตรง ๆ ได้ความเร็วไม่เกิน 33.6Kbps นะครับ หลายท่านคงจะงง ว่าแล้วที่เห็นความเร็วได้สูงกว่านั้นล่ะ คืออะไร คำตอบก็คือระบบ โมเด็มที่ ISP ส่วนใหญ่ใช้งานกันในการให้บริการด้วยความเร็ว 56Kbps จะเป็นการต่อโดยตรง เข้ากับชุมสายโทรศัพท์แบบดิจิตอล จึงทำให้สามารถส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงสุด 53Kbps ได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของคู่สายและองค์ประกอบอื่นๆด้วย)
นอกจากนี้ หากการเชื่อมต่อโมเด็มในแบบ 56Kbps โดยมีการต่อผ่านระบบ PABX หรือระบบโทรศัพท์ตู้สาขาต่าง ๆ (เช่น ตามหอพักหรือโรงแรม) จะสามารถเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 33.6Kbps เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบ PABX จะมีการลดทอนระดับสัญญาณต่าง ๆ ลงไปอีก หากต้องการต่อใช้งานให้ได้ความเร็วใกล้เคียงกับ 56Kbps ก็ต้องต่อโดยใช้ สายโทรศัพท์ที่เป็นสายตรงจากชุมสายโทรศัพท์เท่านั้น


มาตราฐานของX2,K56FlexและV.90 ครั้งแรกที่มีการคิดมาตราฐานของโมเด็มที่มีความเร็วสูงกว่า 33.6Kbps หรือที่เรียกว่า 56Kbps จะมีอยู่ 2 มาตราฐานที่เกิดขึ้นมาก่อน แต่ไม่สามารถใช้งานด้วยกันได้ นั่นคือ X2 และ 56K Flex ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานโมเด็ม ของทั้งสองมาตราฐานนี้ จะต้องใช้งานกับ ISP ที่รองรับระบบนั้น ๆ เท่านั้น ต่อมา เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้ และการทำให้เป็นมาตราฐานเดียวกัน จึงได้มีมาตราฐาน V.90 เกิดขึ้นสำหรับการใช้งานในความเร็ว 56Kbps ซึ่งโมเด็มหลาย ๆ ยี่ห้อก็จะมีความสามารถ upgrade จากระบบเดิมให้เป็นแบบ V.90 ได้ด้วย ดังนั้นหากจะเลือกซื้อโมเด็มมาใช้งานในปัจจุบัน ควรเลือกยี่ห้อหรือรุ่นที่รองรับมาตราฐาน V.90 ไว้ด้วย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการใช้งาน
มาตรฐานในส่วนของซอฟต์แวร์ โมเด็มจะติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อรับส่งข้อมูล ขณะที่โมเด็มไม่ได้ติดต่อกับปลายทางเพื่อส่งข้อมูล คอมพิวเตอร์จะสามารถส่งคำสั่งต่างๆให้โมเด็มได้โดยไม่รบกวนการส่งข้อมูล เมื่อเปิดสวิทช์ให้โมเด็มทำงานสัญญาณที่โมเด็มได้รับจากคอมพิวเตอร์เป็นคำสั่งเมื่อติดต่อคอมพิวเตอร์ปลายทางได้โมเด็มจะส่งข้อมูลจนกว่าจะเลิกติดต่อคอมพิวเตอร์ปลายทางหรือวางสายโทรศัพท์ โมเด็มจึงกลับมาอยู่ในภาวะที่รับคำสั่งจากคอมพิวเตอร์อีกครั้งหนึ่งบริษัท Hayes Microcomputers Products Inc. ผลิตชุดคำสั่งเพื่อสั่งงานโมเด็มใช้กับเครื่องพีซี ได้รับความนิยมถือเป็นมาตรฐานหนึ่งคือคำสั่งการทำงานของโมเด็มโดยใช้ซอฟต์แวร์สั่งจากคอมพิวเตอร์ไปโมเด็มโดยตรง การใช้จึงมีความสะดวกขึ้นเพราะไม่ต้องปรับสวิทช์ในการเลือกการทำงานแบบต่างๆของโมเด็ม คำสั่งนี้เป็นคำสั่งมาตรฐานของ Hayes ภาษาไทยอ่านว่า เฮยส์
หน้าที่ของคำสั่งโมเด็มคือ การควบคุมการทำงานที่จำเป็นของโมเด็ม อาทิ ต่อสายโทรศัพท์หรือวางสายโทรศัพท์ รีเซ็ทโมเด็ม สั่งโมเด็มหมุนโทรศัพท์ตามเบอร์ที่ติดต่อ ปรับพารามิเตอร์ต่างๆของโมเด็ม ตอบรับสัญญาณโทรศัพท์ที่เรียกเข้ามา เลือกให้ทำงานแบบ Echo on หรือ Echo off เป็นต้น
ข้อดีของคำสั่งโมเด็มคือ เดิมการใช้งานโมเด็มก่อนมีคำสั่งโมเด็มหรือโมเด็มในยุคแรกต้องใช้คนในการหมุนโทรศัพท์ติดต่อเพื่อส่งข้อมูลไปจนกว่าฝ่ายรับจะรับโทรศัพท์โมเด็มมีหน้าที่เพียงรับส่งสัญญาณและเปลี่ยนแปลงสัญญาณที่ได้รับมาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ การใช้งานโมเด็มจึงไม่สะดวก ผู้ใช้งานโมเด็มจึงต้องมีความเข้าใจการทำงานของโมเด็มอย่างดีจึงจะใช้งานได้ และต้องมีการปรับฟังก์ชันการทำงานในด้านต่างๆส่วนใหญ่จะใช้การผลักสวิทช์เล็กๆ(DIP Switch) ต่อมาคำสั่งโมเด็มได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยการทำงานโมเด็มให้มีความสะดวกขึ้นตามหน้าที่ของโมเด็มดังกล่าวข้างต้น และโมเด็มเป็นคำสั่งติดต่อมีความสามารถปรับตัวแปรต่างๆของโมเด็มให้ใช้งานได้ตามความต้องการ ซึ่งผู้ใช้โมเด็มไม่ต้องรู้เรื่องรายละเอียดของโมเด็ม โดยโปรแกรมจะติดต่อส่งข้อมูล การใช้งานโมเด็มจึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้
คอมพิวเตอร์สั่งงานโมเด็มโดยใช้HayesCommand(ATcommand)

1.โมเด็มต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์โมเด็มพร้อมรับคำสั่งจากคอมพิวเตอร์
2.คอมพิวเตอร์สั่งให้โมเด็มทำงานตามคำสั่ง
3.โมเด็มทำงานตามคำสั่งการทำงานของโมเด็มจะเก็บคำสั่งต่างๆไว้เป็นหน่วยความจำพิเศษ โดยเก็บไว้ภายในโมเด็ม โมเด็มที่ใช้คำสั่งของ Hayes คือความจำส่วน S-Register มาตรฐานคำสั่งโมเด็มของ Hayes
Hayes Command หรือ AT Command คือคำสั่งการใช้งานโมเด็มดังกล่าวข้างต้น คำสั่งทุกคำสั่งจะขึ้นต้นด้วย AT เมื่อจบคำสั่งปิดท้ายด้วยรหัส ASCII ตัวที่ 13 คือ Carriage Return หรือกด Enter โมเด็มจะรับคำสั่งไปทำงานทันที และตอบ OK บางคำสั่งมีรหัสหรือตัวเลขต่อท้ายเพื่อระบุวิธีการทำงาน เช่น ATB อาจตามด้วย 0 หรือ 1 คำสั่งจริงอาจเป็น ATBO หรือ ATB1 ก็ได้ บางคำสั่งตามด้วยข้อมูลเช่น ATDT2730037 คือคำสั่ง ATDT คำสั่งให้โมเด็มหมุนโทรศัพท์หมายเลข 2730037 เป็นต้น คำสั่งเรียงตามตัวอักษร A ถึง Z

โมเด็มความเร็วสูง
นอกจากนี้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้นสามารถทำให้เร็วกว่า 56Kbps ได้ แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถใช้กับสายโทรศัพท์ทั่ว ๆ ไปได้ และบางอย่างต้องมีอุปกรณ์ต่อพ่วงพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจนี้ได้แก่ 1.ISDN (Integrated Services Digital Network) เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อเครือข่ายโทรศัพท์แบบดิจิทัล ซึ่งจะมาแทนที่ระบบโทรศัพท์แบบอนาล็อก โดยสามารถให้ความเร็วได้ตั้งแต่ 57.6Kbps ถึง 128Kbps และให้บริการหลากหลาย เช่น สามารถให้บริการโทรศัพท์ โทรสาร บริการรับส่งข้อมูล และการประชุมทางไกล ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดของ ISDN ก็คือ ผลิตภัณฑ์พวกนี้จะทำงานตามมาตรฐานของโมเด็มทั่วไปที่ต่อเข้ากับเครื่องพีซีโดยผ่านพอร์ตอนุกรม รวมทั้งสามารถใช้กับซอฟต์แวร์สื่อสารที่เป็นมาตรฐานเหมือนกับโมเด็มปกติ ซึ่งบางครั้งอาจะเรียกว่า ISDN terminal adaptersหรือโมเด็มแบบISDNนั่นเอง(ชูเกียรติวรสุชีพ,2538:156) ข้อดีของการใช้ ISDN ก็คือ ความน่าเชื่อถือในการรับส่งข้อมูล เนื่องจากไม่ต้องมีการแปลงสัญญาณ(Conversion)ทำให้ความเพี้ยนของสัญญาณมีน้อยมาก


รูปแบบของการให้บริการ ISDN ประกอบด้วย 2 รูปแบบ คือ
แบบ BRI (Basic Rate Interface) เป็นรูปแบบการให้บริการด้วยคู่สายโทรศัพท์ธรรมดาจากชุมสาย ISDN จนถึงอุปกรณ์ปลายทาง ซึ่งภายในคู่สาย ISDN แบบ BRI นี้จะประกอบด้วยช่องสัญญาณ 2 ช่องโดยแต่ละช่องสามารถให้บริการด้วยความเร็ว 64Kbps ทำให้ได้ความเร็วสูงถึง 128Kbps บริการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

แบบ PRI (Primary Rate Interface) เป็นรูปแบบการให้บริการโดยการวางเคเบิลแบบไฟเบอร์ออฟติคไปยังตู้สาขาแบบ ISDN มีช่องสัญญาณ 30 ช่อง ซึ่งแต่ละช่องให้บริการด้วยความเร็ว 64Kbps รวมสัญญาณเข้าด้วยกันทำให้ได้ความเร็วสูงสุด คือ 2.048Mbps บริการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่(สมเกรียติรุ่งเรืองลดา,2544:151-152) 2.ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) เป็นเทคโนโลยีในการทำให้สามารถใช้สายโทรศัพท์แบบอนาล็อก ในปัจจุบันส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูง โดยมีความเร็ว 1.5Mbps สำหรับการดาวน์โหลด (download) และความเร็ว 64Kbps สำหรับการอัปโหลด (upload) ในการเชื่อมต่อนั้นต้องมีอุปกรณ์ ADSL ทั้งที่บ้านผู้ใช้ และที่ชุมสายโทรศัพท์ (สุทัศน์ แซ่ตั้ง, 2541: 9091) ข้อดีของการใช้ ADSL ก็คือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูล ซึ่งสูงพอที่จะรองรับข้อมูลประเภทมัลติมีเดียได้แก่ภาพวิดีทัศน์และเสียงได้และยังสื่อสารข้อมูลในระบบดิจิทัลสำหรับADSLModemจะมี2แบบให้เลือกคือ แบบภายในที่ใช้เสียบกับสล็อต(slot)แบบPCIในเครื่องพีซี แบบภายนอกที่เลือกได้อีกว่าจะต่อเข้ากับการ์ด LAN โดยใช้สาย UTP CAT5 หรือรุ่นใหม่จะต่อผ่านพอร์ตUSB 3.Cable Modems เป็นการส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า Hybrid Fiber Coaxial Netwok หรือ HFC ซึ่งเป็นโครงข่ายที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของตัวนำสัญญาณ 2 ชนิด คือ เคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) และ สายโคแอคเชียล (Coaxial Cable) ข้อดีของการใช้CableModemsได้แก่

1. เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง สามารถที่จะรับข้อมูลได้สูงสุดที่ 10Mbps และส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดเท่ากับ2Mbps
2.ไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ในการโทรเข้าไปยังISP
3.ไม่มีปัญหาเรื่องสายหลุดซึ่งการติดผ่านสายเคเบิลจะเป็นการต่อสายอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าCableModemsจะมีข้อดีแต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่อง

1. พื้นที่การให้บริการไม่ทั่วถึงเพราะการให้บริการนั้นจะต้องมีโครงข่ายซึ่งติดตั้งมาเป็นพิเศษ คือโครงข่ายHFC
2. การใช้งาน Cable Modems นั้นจะเหมาะกับการใช้งานในลักษณะของการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
3. อัตราค่าบริการสูงกว่าโมเด็มธรรมดา (Cable Modem มาตรฐานแห่งอนาคต, 2544 : 153)