ModemแบบADSL ADSL เป็นโมเด็มที่ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่เป็นระบบ ADSL เท่านั้น เนื่องจาก ระบบนี้เป็นระบบที่ทำให้ ความเร็วของ อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมากจึงทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบางรายเปิดให้บริการ ADSL ด้วย โมเด็มชนิดนี้เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้วไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ เสียค่าอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่แพงจากค่าอินเทอร์เน็ตจากปกติ โมเด็มชนิดนี้ ผู้ที่จะซื้อมาใช้ หมายเลขโทรศัพท์ที่จะเชื่อมต่อต้องเป็นของ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเท่านั้น

การผสมสัญญาณแบบFSK,PSK มาตรฐานการผสมสัญญาณที่ใช้มากในปัจจุบันคือ Frequency Shift Keying(FSK), Phase Shift Keying(PSK) และ Quadrature Amplitude Modulation(QAM) Frequency Shift Keying โมเด็มความเร็วต่ำ โดยแทนสัญญาณด้วย 0 และ 1 ด้วยความถี่ต่างกัน ฝ่ายส่งจะใช้ความถี่สองความถี่ แทน 0 และ 1 ส่วนฝ่ายรับใช้ความถี่อีกสองความถี่แทน 0 และ 1 ทั้งสองฝ่ายจึงใช้ความถี่รวมสี่ความถี่ การผสมสัญญาณแบบ FSK มักใช้กับโมเด็มมีความเร็วประมาณ 300 ถึง 600 บิตต่อวินาที และใช้กับโมเด็มแบบ Acoustic Coupler ความเร็วสูงสุดของโมเด็มที่ใช้เทคนิคในการผสมสัญญาณจะอยู่ที่ 1,200 บิตต่อวินาที ปกติโมเด็มสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้การผสมสัญญาณแบบ FSK จะรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 300 บิตต่อวินาที การผสมสัญญาณแบบ FSK นี้จะได้อัตราการส่งข้อมูล(BitRate)จะเท่ากับBaudRateเสมอการผสมสัญญาณแบบ Phase Shift Keying (PSK) นั้นใช้หลักการแทนข้อมูล 0 และ 1 เป็นการแปลงสัญญาณของสายส่ง(Phase) เช่น อาจกำหนด 0 แทนด้วยองศาหรือมุมของคลื่นให้มีความต่อเนื่องกันไป ส่วน 1 แทนที่มุมจากเดิม 180 องศา Quadrature Amplitude Modulation (QAM) คือการผสมสัญญาณการแปลง Phase และขนาดของสัญญาณพร้อมกัน เทคนิคของโมเด็มความเร็วสูง ซึ่งถ้าใช้ Phase อย่างเดียว มุมที่เปลี่ยนจะมีค่าน้อยไม่เพียงพอทำให้มีความผิดพลาดได้ถ้าใช้การเปลี่ย Phase และขนาดของสัญญาณประกอบด้วยจะทำให้วงจรด้านรับแยกความแตกต่างระหว่างสัญญาณของข้อมูลได้ชัดเจน
สมัยแรก ๆ โมเด็มที่มีใช้งาน จะมีความเร็วแค่เพียง 1,200 bps เท่านั้น และได้มีการพัฒนาความเร็วให้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ความเร็วของโมเด็มจะอยู่ที่ 56Kbps มาตราฐานของโมเด็มแต่ละรุ่นตามตารางต่อไปนี้
Baud Rate คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของลูกคลื่นสัญญาณ โดยมากจะมีค่าเป็น 2,400Bit Rate คืออัตราการส่งข้อมูล ที่สามารถรับส่งได้จริง ในส่วนของโมเด็มที่มีความเร็วสูงกว่า 33.6Kbps หรือที่เห็นเป็น 56Kbps นั้น ความจริงแล้วจะมีอัตราการรับข้อมูลได้สูงสุด ไม่เกิน 53Kbps และสามารถส่งข้อมูลได้สูงสุดเพียงแค่ประมาณ 33.6Kbps เท่านั้น ลองนึกภาพการเอาโมเด็มแบบ 56Kbps 2 ตัวมาต่อกันโดยตรง จะเห็นว่าถ้าหากอัตราการส่งข้อมูล จะได้ไม่เกิน 33.6Kbps หมายความว่า เราจะสามารถต่อโมเด็ม 2 ตัวด้วยกันตรง ๆ ได้ความเร็วไม่เกิน 33.6Kbps นะครับ หลายท่านคงจะงง ว่าแล้วที่เห็นความเร็วได้สูงกว่านั้นล่ะ คืออะไร คำตอบก็คือระบบ โมเด็มที่ ISP ส่วนใหญ่ใช้งานกันในการให้บริการด้วยความเร็ว 56Kbps จะเป็นการต่อโดยตรง เข้ากับชุมสายโทรศัพท์แบบดิจิตอล จึงทำให้สามารถส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงสุด 53Kbps ได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของคู่สายและองค์ประกอบอื่นๆด้วย)
นอกจากนี้ หากการเชื่อมต่อโมเด็มในแบบ 56Kbps โดยมีการต่อผ่านระบบ PABX หรือระบบโทรศัพท์ตู้สาขาต่าง ๆ (เช่น ตามหอพักหรือโรงแรม) จะสามารถเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 33.6Kbps เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบ PABX จะมีการลดทอนระดับสัญญาณต่าง ๆ ลงไปอีก หากต้องการต่อใช้งานให้ได้ความเร็วใกล้เคียงกับ 56Kbps ก็ต้องต่อโดยใช้ สายโทรศัพท์ที่เป็นสายตรงจากชุมสายโทรศัพท์เท่านั้น
มาตราฐานของX2,K56FlexและV.90 ครั้งแรกที่มีการคิดมาตราฐานของโมเด็มที่มีความเร็วสูงกว่า 33.6Kbps หรือที่เรียกว่า 56Kbps จะมีอยู่ 2 มาตราฐานที่เกิดขึ้นมาก่อน แต่ไม่สามารถใช้งานด้วยกันได้ นั่นคือ X2 และ 56K Flex ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานโมเด็ม ของทั้งสองมาตราฐานนี้ จะต้องใช้งานกับ ISP ที่รองรับระบบนั้น ๆ เท่านั้น ต่อมา เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้ และการทำให้เป็นมาตราฐานเดียวกัน จึงได้มีมาตราฐาน V.90 เกิดขึ้นสำหรับการใช้งานในความเร็ว 56Kbps ซึ่งโมเด็มหลาย ๆ ยี่ห้อก็จะมีความสามารถ upgrade จากระบบเดิมให้เป็นแบบ V.90 ได้ด้วย ดังนั้นหากจะเลือกซื้อโมเด็มมาใช้งานในปัจจุบัน ควรเลือกยี่ห้อหรือรุ่นที่รองรับมาตราฐาน V.90 ไว้ด้วย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการใช้งาน
มาตรฐานในส่วนของซอฟต์แวร์ โมเด็มจะติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อรับส่งข้อมูล ขณะที่โมเด็มไม่ได้ติดต่อกับปลายทางเพื่อส่งข้อมูล คอมพิวเตอร์จะสามารถส่งคำสั่งต่างๆให้โมเด็มได้โดยไม่รบกวนการส่งข้อมูล เมื่อเปิดสวิทช์ให้โมเด็มทำงานสัญญาณที่โมเด็มได้รับจากคอมพิวเตอร์เป็นคำสั่งเมื่อติดต่อคอมพิวเตอร์ปลายทางได้โมเด็มจะส่งข้อมูลจนกว่าจะเลิกติดต่อคอมพิวเตอร์ปลายทางหรือวางสายโทรศัพท์ โมเด็มจึงกลับมาอยู่ในภาวะที่รับคำสั่งจากคอมพิวเตอร์อีกครั้งหนึ่งบริษัท Hayes Microcomputers Products Inc. ผลิตชุดคำสั่งเพื่อสั่งงานโมเด็มใช้กับเครื่องพีซี ได้รับความนิยมถือเป็นมาตรฐานหนึ่งคือคำสั่งการทำงานของโมเด็มโดยใช้ซอฟต์แวร์สั่งจากคอมพิวเตอร์ไปโมเด็มโดยตรง การใช้จึงมีความสะดวกขึ้นเพราะไม่ต้องปรับสวิทช์ในการเลือกการทำงานแบบต่างๆของโมเด็ม คำสั่งนี้เป็นคำสั่งมาตรฐานของ Hayes ภาษาไทยอ่านว่า เฮยส์
หน้าที่ของคำสั่งโมเด็มคือ การควบคุมการทำงานที่จำเป็นของโมเด็ม อาทิ ต่อสายโทรศัพท์หรือวางสายโทรศัพท์ รีเซ็ทโมเด็ม สั่งโมเด็มหมุนโทรศัพท์ตามเบอร์ที่ติดต่อ ปรับพารามิเตอร์ต่างๆของโมเด็ม ตอบรับสัญญาณโทรศัพท์ที่เรียกเข้ามา เลือกให้ทำงานแบบ Echo on หรือ Echo off เป็นต้น
ข้อดีของคำสั่งโมเด็มคือ เดิมการใช้งานโมเด็มก่อนมีคำสั่งโมเด็มหรือโมเด็มในยุคแรกต้องใช้คนในการหมุนโทรศัพท์ติดต่อเพื่อส่งข้อมูลไปจนกว่าฝ่ายรับจะรับโทรศัพท์โมเด็มมีหน้าที่เพียงรับส่งสัญญาณและเปลี่ยนแปลงสัญญาณที่ได้รับมาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ การใช้งานโมเด็มจึงไม่สะดวก ผู้ใช้งานโมเด็มจึงต้องมีความเข้าใจการทำงานของโมเด็มอย่างดีจึงจะใช้งานได้ และต้องมีการปรับฟังก์ชันการทำงานในด้านต่างๆส่วนใหญ่จะใช้การผลักสวิทช์เล็กๆ(DIP Switch) ต่อมาคำสั่งโมเด็มได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยการทำงานโมเด็มให้มีความสะดวกขึ้นตามหน้าที่ของโมเด็มดังกล่าวข้างต้น และโมเด็มเป็นคำสั่งติดต่อมีความสามารถปรับตัวแปรต่างๆของโมเด็มให้ใช้งานได้ตามความต้องการ ซึ่งผู้ใช้โมเด็มไม่ต้องรู้เรื่องรายละเอียดของโมเด็ม โดยโปรแกรมจะติดต่อส่งข้อมูล การใช้งานโมเด็มจึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้
คอมพิวเตอร์สั่งงานโมเด็มโดยใช้HayesCommand(ATcommand)
1.โมเด็มต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์โมเด็มพร้อมรับคำสั่งจากคอมพิวเตอร์
2.คอมพิวเตอร์สั่งให้โมเด็มทำงานตามคำสั่ง
3.โมเด็มทำงานตามคำสั่งการทำงานของโมเด็มจะเก็บคำสั่งต่างๆไว้เป็นหน่วยความจำพิเศษ โดยเก็บไว้ภายในโมเด็ม โมเด็มที่ใช้คำสั่งของ Hayes คือความจำส่วน S-Register มาตรฐานคำสั่งโมเด็มของ Hayes
Hayes Command หรือ AT Command คือคำสั่งการใช้งานโมเด็มดังกล่าวข้างต้น คำสั่งทุกคำสั่งจะขึ้นต้นด้วย AT เมื่อจบคำสั่งปิดท้ายด้วยรหัส ASCII ตัวที่ 13 คือ Carriage Return หรือกด Enter โมเด็มจะรับคำสั่งไปทำงานทันที และตอบ OK บางคำสั่งมีรหัสหรือตัวเลขต่อท้ายเพื่อระบุวิธีการทำงาน เช่น ATB อาจตามด้วย 0 หรือ 1 คำสั่งจริงอาจเป็น ATBO หรือ ATB1 ก็ได้ บางคำสั่งตามด้วยข้อมูลเช่น ATDT2730037 คือคำสั่ง ATDT คำสั่งให้โมเด็มหมุนโทรศัพท์หมายเลข 2730037 เป็นต้น คำสั่งเรียงตามตัวอักษร A ถึง Z
โมเด็มความเร็วสูง
นอกจากนี้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้นสามารถทำให้เร็วกว่า 56Kbps ได้ แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถใช้กับสายโทรศัพท์ทั่ว ๆ ไปได้ และบางอย่างต้องมีอุปกรณ์ต่อพ่วงพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจนี้ได้แก่ 1.ISDN (Integrated Services Digital Network) เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อเครือข่ายโทรศัพท์แบบดิจิทัล ซึ่งจะมาแทนที่ระบบโทรศัพท์แบบอนาล็อก โดยสามารถให้ความเร็วได้ตั้งแต่ 57.6Kbps ถึง 128Kbps และให้บริการหลากหลาย เช่น สามารถให้บริการโทรศัพท์ โทรสาร บริการรับส่งข้อมูล และการประชุมทางไกล ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดของ ISDN ก็คือ ผลิตภัณฑ์พวกนี้จะทำงานตามมาตรฐานของโมเด็มทั่วไปที่ต่อเข้ากับเครื่องพีซีโดยผ่านพอร์ตอนุกรม รวมทั้งสามารถใช้กับซอฟต์แวร์สื่อสารที่เป็นมาตรฐานเหมือนกับโมเด็มปกติ ซึ่งบางครั้งอาจะเรียกว่า ISDN terminal adaptersหรือโมเด็มแบบISDNนั่นเอง(ชูเกียรติวรสุชีพ,2538:156) ข้อดีของการใช้ ISDN ก็คือ ความน่าเชื่อถือในการรับส่งข้อมูล เนื่องจากไม่ต้องมีการแปลงสัญญาณ(Conversion)ทำให้ความเพี้ยนของสัญญาณมีน้อยมาก
รูปแบบของการให้บริการ ISDN ประกอบด้วย 2 รูปแบบ คือ
แบบ BRI (Basic Rate Interface) เป็นรูปแบบการให้บริการด้วยคู่สายโทรศัพท์ธรรมดาจากชุมสาย ISDN จนถึงอุปกรณ์ปลายทาง ซึ่งภายในคู่สาย ISDN แบบ BRI นี้จะประกอบด้วยช่องสัญญาณ 2 ช่องโดยแต่ละช่องสามารถให้บริการด้วยความเร็ว 64Kbps ทำให้ได้ความเร็วสูงถึง 128Kbps บริการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
แบบ PRI (Primary Rate Interface) เป็นรูปแบบการให้บริการโดยการวางเคเบิลแบบไฟเบอร์ออฟติคไปยังตู้สาขาแบบ ISDN มีช่องสัญญาณ 30 ช่อง ซึ่งแต่ละช่องให้บริการด้วยความเร็ว 64Kbps รวมสัญญาณเข้าด้วยกันทำให้ได้ความเร็วสูงสุด คือ 2.048Mbps บริการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่(สมเกรียติรุ่งเรืองลดา,2544:151-152) 2.ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) เป็นเทคโนโลยีในการทำให้สามารถใช้สายโทรศัพท์แบบอนาล็อก ในปัจจุบันส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูง โดยมีความเร็ว 1.5Mbps สำหรับการดาวน์โหลด (download) และความเร็ว 64Kbps สำหรับการอัปโหลด (upload) ในการเชื่อมต่อนั้นต้องมีอุปกรณ์ ADSL ทั้งที่บ้านผู้ใช้ และที่ชุมสายโทรศัพท์ (สุทัศน์ แซ่ตั้ง, 2541: 9091) ข้อดีของการใช้ ADSL ก็คือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูล ซึ่งสูงพอที่จะรองรับข้อมูลประเภทมัลติมีเดียได้แก่ภาพวิดีทัศน์และเสียงได้และยังสื่อสารข้อมูลในระบบดิจิทัลสำหรับADSLModemจะมี2แบบให้เลือกคือ แบบภายในที่ใช้เสียบกับสล็อต(slot)แบบPCIในเครื่องพีซี แบบภายนอกที่เลือกได้อีกว่าจะต่อเข้ากับการ์ด LAN โดยใช้สาย UTP CAT5 หรือรุ่นใหม่จะต่อผ่านพอร์ตUSB 3.Cable Modems เป็นการส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า Hybrid Fiber Coaxial Netwok หรือ HFC ซึ่งเป็นโครงข่ายที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของตัวนำสัญญาณ 2 ชนิด คือ เคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) และ สายโคแอคเชียล (Coaxial Cable) ข้อดีของการใช้CableModemsได้แก่
1. เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง สามารถที่จะรับข้อมูลได้สูงสุดที่ 10Mbps และส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดเท่ากับ2Mbps
2.ไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ในการโทรเข้าไปยังISP
3.ไม่มีปัญหาเรื่องสายหลุดซึ่งการติดผ่านสายเคเบิลจะเป็นการต่อสายอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าCableModemsจะมีข้อดีแต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่อง
1. พื้นที่การให้บริการไม่ทั่วถึงเพราะการให้บริการนั้นจะต้องมีโครงข่ายซึ่งติดตั้งมาเป็นพิเศษ คือโครงข่ายHFC
2. การใช้งาน Cable Modems นั้นจะเหมาะกับการใช้งานในลักษณะของการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
3. อัตราค่าบริการสูงกว่าโมเด็มธรรมดา (Cable Modem มาตรฐานแห่งอนาคต, 2544 : 153)






